เลิกเชื่อเรื่องยัดคำค้นหาเพื่อยอดขายได้แล้วเพราะยุคนี้เน้นคุณค่า

การทำ SEO และการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ไม่ใช่แค่การใส่คีย์เวิร์ดเยอะๆ หรือซื้อลิงก์เถื่อนอีกต่อไปครับ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องเน้นสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง และปรับปรุงประสบการณ์บนเว็บไซต์ให้รวดเร็วและรองรับมือถือ เพื่อให้ อัลกอริทึมของกูเกิล มองเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง

สวัสดีครับน้องๆ นักศึกษาทุกคน ผมMark จะมาพาทุกคนไปเจาะลึกเบื้องหลังการทำธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัลกันครับ หลายคนมักมีคำถามส่งมาหาผมเสมอว่า ทำไมโปรเจกต์เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ทำส่งอาจารย์ หรือแม้แต่สตาร์ทอัพที่เพิ่งปั้นขึ้นมา ถึงไม่มีคนเข้าชมเลย ทั้งที่สินค้าก็ดีและหน้าเว็บก็สวยงาม วันนี้ผมเลยหยิบยกกรณีศึกษาของธุรกิจสายสุขภาพซึ่งเป็นสายที่ผมคลุกคลีอยู่มาวิเคราะห์ให้ฟังครับ ธุรกิจสุขภาพเป็นตลาดที่มี การแข่งขันสูงมาก และกูเกิลก็เข้มงวดกับข้อมูลเหล่านี้สุดๆ เราจะมาดูกันว่า 10 ข้อผิดพลาดที่คนทำธุรกิจหน้าใหม่มักจะพลาดมีอะไรบ้าง ทำไมมันถึงผิด และเราจะแก้ปัญหานี้ให้ถูกต้องตามหลักการตลาดออนไลน์ได้อย่างไรบ้างครับ

ไขข้อสงสัยทำไมเว็บไซต์ธุรกิจสุขภาพถึงทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า

หลายครั้งที่ผมให้คำปรึกษาน้องๆ ที่ทำโปรเจกต์ขายอาหารเสริมหรือบริการฟิตเนสออนไลน์ ปัญหาแรกที่เจอเลยคือการยึดติดกับตำราเก่าๆ ครับ น้องๆ มักจะคิดว่าแค่ออกแบบเว็บให้สวยและไปจ้างคนทำ SEO สายเทาเพื่อดันอันดับก็พอแล้ว แต่นั่นคือ หายนะของธุรกิจออนไลน์ เลยนะครับ ในยุคปัจจุบัน กูเกิลมีระบบประเมินคุณภาพที่เรียกว่า E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ซึ่งเข้มงวดเป็นพิเศษกับเว็บไซต์กลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการเงิน หรือที่เรียกว่า YMYL (Your Money or Your Life) ครับ

ไขข้อสงสัยทำไมเว็บไซต์ธุรกิจสุขภาพถึงทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า

การที่เว็บไซต์ของเราทำยอดขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เป็นเพราะ ความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ ของเรายังเป็นศูนย์ครับ เมื่อผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ พวกเขาต้องการคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่บทความที่เขียนมาเพื่อหลอกบอท ดังนั้นการทำ SEO ในกลุ่มนี้จึงต้องใช้ความประณีตสูงมาก

“แนวทางจาก Google Search Central ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ระบบจัดอันดับจะให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นหลัก มากกว่าเนื้อหาที่สร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดคลิกในระบบค้นหาเพียงอย่างเดียว”

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ครับ จากที่พยายามจะเอาชนะระบบของกูเกิล ให้เปลี่ยนมาเป็นการ เอาชนะใจผู้บริโภค แทน ซึ่งหากเราทำได้ ระบบของกูเกิลจะตอบแทนเราด้วยอันดับที่ดีเองครับ ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดสำคัญที่เราต้องมาไล่ดูกันทีละข้อ

ข้อผิดพลาดร้ายแรงเกี่ยวกับการใส่คำค้นหาที่นักศึกษาธุรกิจมักเข้าใจผิด

ความเชื่อผิดๆเรื่องการยัดคำค้นหาให้มากที่สุด

นี่คือข้อผิดพลาดคลาสสิกที่ผมเจอแทบทุกวันครับ หลายคนยังเชื่อว่าถ้าเราอยากติดหน้าแรกคำว่า โปรตีนลดน้ำหนัก เราต้องพิมพ์คำว่า โปรตีนลดน้ำหนัก ลงไปในบทความสักร้อยรอบ การทำแบบนี้เรียกว่า Keyword Stuffing ครับ ซึ่งในอดีตอาจจะเคยได้ผล แต่ปัจจุบัน กูเกิลมองว่านี่คือสแปม ครับ การยัดคำค้นหาจะทำให้บทความอ่านไม่รู้เรื่อง ผู้ใช้งานจะกดปิดเว็บหนีทันที ซึ่งส่งผลให้อัตราการตีกลับสูงขึ้น และอันดับเว็บก็จะร่วงลงไปในที่สุด

ข้อผิดพลาดร้ายแรงเกี่ยวกับการใส่คำค้นหาที่นักศึกษาธุรกิจมักเข้าใจผิด

วิธีแก้ที่ถูกต้องคือการ เขียนอย่างเป็นธรรมชาติ ครับ เราควรโฟกัสที่หัวข้อหลักและใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาช่วยเสริมแทน ขั้นตอนการแทรกคำค้นหาที่ถูกต้องมีดังนี้ครับ

  1. ใส่คำค้นหาหลักในชื่อหัวข้อบทความ (Title Tag) และคำอธิบายเว็บ (Meta Description)
  2. กระจายคำค้นหาหลักไว้ในย่อหน้าแรกอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ใช้ คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง (LSI Keywords) แทรกไปตามหัวข้อย่อยต่างๆ แทนการใช้คำเดิมซ้ำๆ
  4. อ่านทวนบทความออกเสียงดูว่าประโยคฟังสบายหูหรือไม่

การมองข้ามเจตนาการค้นหาของผู้บริโภค

สมมติว่าน้องๆ ขายอุปกรณ์ยืดกล้ามเนื้อ แล้วไปทำ SEO คำว่า อาการปวดหลัง หวังว่าคนเข้ามาแล้วจะซื้อของเลย นี่คือการผิดพลาดเรื่อง Search Intent ครับ คนที่ค้นหาคำว่า อาการปวดหลัง เขาอาจจะแค่ต้องการรู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร ไม่ได้ มีความต้องการซื้อสินค้า ในเวลานั้น เมื่อเขาเข้ามาเจอหน้าขายของ เขาก็จะกดออกครับ

วิธีแก้คือเราต้องแบ่งเนื้อหาให้ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าครับ ถ้าเขาค้นหาข้อมูล (Informational) เราต้องให้ความรู้เบื้องต้นก่อน เช่น บทความวิธีบรรเทาอาการปวดหลังด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยแนะนำสินค้าของเราในช่วงท้ายอย่างเนียนๆ แต่ถ้าเขาค้นหาคำว่า ราคาอุปกรณ์ยืดกล้ามเนื้อ แบบนี้คือเขาพร้อมซื้อ (Transactional) เราค่อยพาเขาไปหน้า แคตตาล็อกสินค้าโดยตรง ครับ

การสร้างลิงก์เชื่อมโยงที่ผิดวิธีทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้อย่างไร

การซื้อลิงก์ราคาถูกจากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ

พอเริ่มเรียนเรื่อง SEO น้องๆ จะได้ยินคำว่า Backlink หรือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเรา ว่าเป็นคะแนนโหวตให้เว็บเราติดอันดับ หลายคนเลยไปหาแพ็กเกจรับทำ Backlink ราคาหลักร้อยบาทที่โพสต์ลิงก์ของเราลงในเว็บบอร์ดร้างๆ หรือเว็บพนัน นี่คือ ทางลัดสู่การถูกแบน จากระบบค้นหาเลยนะครับ เพราะลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่ไม่มี ความน่าเชื่อถือของโดเมน จะลากให้เว็บของเราดูแย่ตามไปด้วย

การสร้างลิงก์เชื่อมโยงที่ผิดวิธีทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้อย่างไร

วิธีที่ถูกต้องคือการสร้างเนื้อหาที่คนอยากแชร์ต่อครับ (Earned Media) เช่น การทำรูปภาพ Infographic สรุปท่าออกกำลังกายที่เข้าใจง่าย หรือการเขียนกรณีศึกษาที่มีข้อมูลสถิติอ้างอิงชัดเจน เมื่อบล็อกเกอร์สายสุขภาพคนอื่นมาเห็น เขาก็จะนำข้อมูลเราไปใช้อ้างอิงและ ใส่ลิงก์กลับมาหาเรา อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งลิงก์แบบนี้แหละครับที่กูเกิลให้คุณค่าสูงสุด

การใช้ข้อความลิงก์ซ้ำซากจนดูผิดธรรมชาติ

ข้อความลิงก์หรือ Anchor Text คือคำที่เราสามารถคลิกได้เพื่อไปยังเว็บอื่นครับ ข้อผิดพลาดคือการพยายามใช้คำคีย์เวิร์ดเป๊ะๆ มาทำเป็นข้อความลิงก์ทุกครั้ง เช่น สร้างลิงก์ 100 ลิงก์แล้วใช้คำว่า ยาลดความอ้วนที่ดีที่สุด เป็นตัวคลิกทั้งหมด การทำแบบนี้อัลกอริทึมจะรู้ทันทีว่าเป็นการ จงใจสร้างลิงก์หลอก ครับ

การแก้ไขคือต้องกระจายรูปแบบของข้อความลิงก์ให้หลากหลายครับ เราควรผสมผสานตามสัดส่วนนี้

  • ใช้ชื่อแบรนด์ของเราเป็นลิงก์ (Branded Anchor) เช่น คลิ๊กที่เว็บไซต์ HealthMark
  • ใช้ URL เปล่าๆ (Naked Link) เช่น www.healthmark-example.com
  • ใช้คำทั่วไป (Generic Anchor) เช่น อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ หรือ คลิกเพื่อดูรายละเอียด
  • ใช้คำค้นหาหลักผสมกับคำอื่น (Partial Match) เช่น บทความเกี่ยวกับยาลดความอ้วน

ประสบการณ์ใช้งานบนมือถือคือสิ่งที่ตัดสินแพ้ชนะในตลาดออนไลน์ยุคปัจจุบัน

เว็บไซต์โหลดช้าจนลูกค้าหนีไปหาคู่แข่ง

น้องๆ ทราบไหมครับว่า ผู้ใช้งานกว่า 53% จะกดปิดเว็บไซต์ทันทีถ้าเว็บนั้นโหลดนานเกิน 3 วินาที ในธุรกิจฟิตเนสหรือสุขภาพที่แข่งขันกันดุเดือด ถ้าเว็บเราโหลดช้า ลูกค้าก็แค่กด Back กลับไปหา คู่แข่งหน้าถัดไป ทันทีครับ หลายคนทำเว็บโดยใส่รูปภาพความละเอียดสูงระดับ 4K วิดีโอเล่นอัตโนมัติ และสคริปต์ตกแต่งเว็บมากมาย ทำให้เว็บหนักเกินความจำเป็น

วิธีแก้ปัญหาที่ผมมักแนะนำคือการย่อขนาดไฟล์รูปภาพก่อนอัปโหลดเสมอครับ เปลี่ยนไปใช้ไฟล์นามสกุล WebP ซึ่งจะทำให้รูปภาพ มีขนาดไฟล์เล็กลง แต่ยังคงความคมชัดไว้ได้ นอกจากนี้ควรเปิดใช้งานการแคช (Caching) และลดการใช้ปลั๊กอินที่ไม่จำเป็นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ความเร็วในการโหลดผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals ของกูเกิลครับ

การออกแบบเว็บไซต์ที่ไม่อ่านง่ายบนหน้าจอมือถือ

เวลาทำโปรเจกต์ น้องๆ มักจะออกแบบและเขียนโค้ดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กว้างขวาง ทำให้ลืมไปว่าปัจจุบัน ผู้บริโภคกว่า 80% ค้นหาข้อมูลผ่านสมาร์ตโฟนครับ พอเอาเว็บที่ออกแบบในคอมไปเปิดในมือถือ ตัวหนังสือจะเล็กจิ๋ว ปุ่มกดชิดกันเกินไปจนนิ้วจิ้มพลาด และต้องคอยซูมเข้าซูมออก นี่คือประสบการณ์ใช้งานที่เลวร้ายมากครับ

เราต้องเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบเป็นแบบ Mobile-First Design ครับ คือเริ่มต้นออกแบบหน้าจอบนมือถือก่อนเป็นอันดับแรก ขนาดตัวอักษรเนื้อหาควรมีขนาดอย่างน้อย 16px เพื่อให้อ่านสบายตาโดยไม่ต้องซูม ปุ่ม Call to Action สำหรับกดสั่งซื้อหรือสอบถามต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะ ใช้นิ้วโป้งกดได้ง่าย และต้องจัดวางเมนูให้นำทางได้อย่างไม่ซับซ้อนครับ

ความเข้าใจผิดเรื่องการเขียนเนื้อหาและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

การเขียนบทความเพื่อเอาใจหุ่นยนต์ไม่ใช่คนอ่าน

ปัญหาคลาสสิกอีกอย่างคือการพยายามเขียนบทความยาวๆ ให้ได้คำเยอะๆ ตามสูตรเป๊ะๆ โดยใช้โปรแกรมสปินบทความ หรือใช้ AI สร้างเนื้อหามาโดยไม่ได้ตรวจทานครับ ผลลัพธ์คือเราได้บทความที่อ่านเหมือนหุ่นยนต์คุยกัน ภาษากำกวม วกไปวนมา และ ไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย ซึ่งเมื่อคนอ่านจับได้ เขาก็จะไม่เชื่อถือแบรนด์ของเราอีกต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพที่ต้องการความถูกต้องสูง

วิธีการสร้างเนื้อหาที่ดีคือการสวมหมวกเป็นลูกค้าครับ ถามตัวเองว่าถ้าเรามีปัญหาเรื่องสุขภาพนี้ เราอยากรู้อะไรบ้าง เขียนตอบคำถามเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง หากมีศัพท์ทางการแพทย์ก็ควรอธิบายความหมายแทรกไว้ด้วย และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้เสมอครับ

การคัดลอกเนื้อหาจากคู่แข่งโดยไม่มีการดัดแปลง

บางคนเห็นว่าคู่แข่งเขียนบทความเรื่อง ประโยชน์ของวิตามินซี แล้วติดอันดับหนึ่ง เลยไปก๊อปปี้เนื้อหาของเขามาดัดแปลงแค่ชื่อหัวข้อและคำขึ้นต้นเพียงเล็กน้อย นี่คือการสร้าง เนื้อหาที่ซ้ำซ้อน (Duplicate Content) ครับ กูเกิลมีระบบกรองเนื้อหาที่เก่งมาก ถ้าระบบพบว่าเนื้อหาของเราไม่มีความแปลกใหม่หรือไม่มีมุมมองที่แตกต่าง ระบบก็จะเลือกแสดงผลแต่ บทความต้นฉบับ ของคู่แข่งเท่านั้นครับ

ทางแก้คือเราต้องเพิ่ม มูลค่าเฉพาะตัว ลงไปในเนื้อหาครับ ถึงแม้จะเป็นเรื่องวิตามินซีเหมือนกัน แต่เราอาจจะเขียนในมุมมองของนักศึกษาแพทย์ หรือนำเสนอผ่านรูปแบบตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่าของวิตามินแต่ละแบรนด์ในตลาด การเพิ่มรูปภาพที่ถ่ายเอง การสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ใช้งานจริง จะทำให้บทความของเรามีความเป็นออริจินัลและชนะคู่แข่งได้ครับ

การละเลยข้อมูลเชิงลึกทำให้ธุรกิจเดินหลงทางและสูญเสียโอกาสเติบโต

การไม่ติดตั้งเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น

น้องๆ เชื่อไหมครับว่า มีธุรกิจออนไลน์จำนวนมากที่รันแคมเปญการตลาดไปหลายเดือน โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกค้าเข้าเว็บมาจากช่องทางไหน หรือหน้าเว็บไหนที่มีคนดูเยอะที่สุด การปล่อยให้เว็บทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเก็บข้อมูล เปรียบเสมือน การขับรถโดยหลับตา ครับ เราจะไม่สามารถประเมินผล ROI (Return on Investment) ได้เลยว่าแรงและเงินที่ลงไปกับ SEO นั้นคุ้มค่าหรือไม่

ขั้นตอนแรกก่อนจะทำมาร์เก็ตติ้งใดๆ คือต้องติดตั้งเครื่องมืออย่าง Google Analytics และ Google Search Console ให้เรียบร้อยเสียก่อนครับ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยบอกเราได้ว่าคำค้นหาไหนที่พาคนมาหน้าเว็บเรา ผู้ใช้งานใช้เวลาอ่านบทความนานแค่ไหน และ หน้าเว็บไหนที่มีปัญหาทางเทคนิค เพื่อให้เราสามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีครับ

การหลงดีใจกับตัวเลขคนเข้าเว็บที่ไม่ได้สร้างยอดขายจริง

ข้อผิดพลาดสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้คือ การไปโฟกัสที่ยอด Traffic หรือคนเข้าเว็บเพียงอย่างเดียว (Vanity Metrics) ครับ บางเว็บไซต์อาจจะมีบทความไวรัลเรื่องตลกที่ดึงคนเข้ามาได้เดือนละแสนคน แต่ปรากฏว่ายอดขายสินค้าสุขภาพกลับเป็นศูนย์ สาเหตุเพราะคนที่เข้ามาเป็นวัยรุ่นที่ตามกระแส ไม่ใช่ กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ หรือตรงกับสินค้าของเราเลยครับ

เราต้องเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่ อัตราการเปลี่ยนแปลง (Conversion Rate) ครับ ให้ความสำคัญกับคนที่เข้ามาแล้วกดสมัครสมาชิก กดรับโค้ดส่วนลด หรือกดสั่งซื้อสินค้า เราต้องวิเคราะห์ดูว่าบทความแนวไหนที่สร้าง Conversion ได้ดีที่สุด แล้วทุ่มงบประมาณและเวลาไปกับการสร้างเนื้อหาแนวนั้นเพิ่มเติม การมีคนเข้าเว็บหลักพันคนแต่ซื้อของร้อยคน ย่อมดีกว่ามีคนเข้าหลักแสนแต่ไม่มีใครซื้อเลยครับ

✍️ เขียนโดย
Facebook
Twitter
Email
Print