ศูนย์กลางผลิตรถอีวีในไทยกำลังมาแรง และทำไมธุรกิจคุณควรสนใจ

ยุคนี้การเติบโตของรถยนต์อีวีในประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราวครับ ผมเอเมจิกเชี่ยน จะพานักธุรกิจทุกท่านไปเจาะลึกว่าทำไมการลงทุนในซัพพลายเชนยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งสถานีชาร์จและการผลิตชิ้นส่วนทดแทน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างผลกำไรระยะยาวและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีเดิมได้อย่างยั่งยืน

มาตรการส่งเสริมจากบีโอไอที่พลิกโฉมวงการยานยนต์ไทย

หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเรากำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครับ สาเหตุหลักไม่ได้มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผลักดันเชิงนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งนโยบายอย่าง EV3.0 และ EV3.5 ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาตั้งฐานการผลิตในบ้านเราครับ

มาตรการส่งเสริมจากบีโอไอที่พลิกโฉมวงการยานยนต์ไทย

สำหรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการชาวไทย การเข้ามาของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันหมายถึงการเกิดระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่ต้องการ ผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่น เข้ามารองรับกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ยาง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน หากคุณช้าเพียงก้าวเดียว โอกาสในการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกนี้อาจหลุดลอยไปตกอยู่ในมือของคู่แข่งต่างชาติที่พร้อมกว่าครับ

“นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของไทยถือว่ามีความชัดเจนและต่อเนื่องมากที่สุดในอาเซียน ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติกล้าตัดสินใจตั้งฐานการผลิตระยะยาวในประเทศ”

นอกจากนี้ การยกเว้นอากรขาเข้าและ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ ที่ทางบีโอไอมอบให้ ยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ SME ไทยที่มีศักยภาพสามารถร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กรตนเองได้อย่างก้าวกระโดดครับ

เจาะลึกความได้เปรียบของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

เมื่อพูดถึงการตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ ทำเลที่ตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายให้กับธุรกิจได้เลยครับ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ พื้นที่อีอีซี (EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา กลายเป็นทำเลทองที่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนและยุโรปต่างหมายปอง นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในพื้นที่นี้ เช่น นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ หรือนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคโดยเฉพาะครับ

เจาะลึกความได้เปรียบของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ทำไมพื้นที่อีอีซีถึงดึงดูดนักลงทุนระดับโลก

ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของอีอีซีไม่ได้มีแค่เรื่องของถนนหนทางที่สะดวกสบายครับ แต่ยังมี ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ซึ่งเป็นประตูสู่การส่งออกระดับโลก การตั้งโรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงท่าเรือช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:

  • โครงข่ายระบบไฟฟ้าแรงสูงที่เสถียร รองรับการทดสอบมอเตอร์และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่
  • การเข้าถึงแหล่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำหลักในภาคตะวันออกที่เพียงพอต่ออุตสาหกรรม
  • การผ่อนปรนกฎระเบียบเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับ นักลงทุนต่างชาติ ในเขตส่งเสริมพิเศษ
  • การเชื่อมต่อกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นเพื่อผลิตแรงงานสายอาชีพที่ตรงตามความต้องการ

สำหรับผู้ประกอบการไทย การย้ายฐานการผลิตหรือการตั้งสาขาเพื่อให้บริการด้านวิศวกรรมใน พื้นที่ภาคตะวันออก ถือเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลครับ เพราะการอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้าระดับ Tier 1 หรือ OEM จะช่วยให้การติดต่อประสานงาน การเข้าไปแก้ปัญหาหน้างาน และการจัดส่งชิ้นส่วนแบบ Just-in-Time (JIT) ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้ระยะทาง มาเป็นข้ออ้างในการสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ครับ

ทำไมผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า

เราต้องยอมรับความจริงว่า รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ใช้เครื่องยนต์กำลังจะถูกลดบทบาทลงในอนาคตอันใกล้ โครงสร้างของรถยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์แบบเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ รถยนต์แบบเดิมอาจมีชิ้นส่วนประกอบมากกว่าสามหมื่นชิ้น แต่รถยนต์ไฟฟ้ามี ชิ้นส่วนลดลงกว่าครึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะไปเน้นหนักที่มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยต้องตระหนักให้ดีครับ

ทำไมผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า
ประเภทชิ้นส่วน รถยนต์สันดาป (ICE) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผลกระทบต่อผู้ผลิตไทย
ระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์, เกียร์, ท่อไอเสีย มอเตอร์ไฟฟ้า, อินเวอร์เตอร์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ต้องหาตลาดใหม่
ระบบเชื้อเพลิง ถังน้ำมัน, ปั๊มเชื้อเพลิง แบตเตอรี่แพ็ค, ระบบจัดการพลังงาน ต้องการความรู้ด้านเคมีและอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้น
โครงสร้างตัวถัง เหล็กกล้ามาตรฐาน อะลูมิเนียม, พลาสติกน้ำหนักเบา ต้องปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อรองรับวัสดุใหม่

จากตารางด้านบน จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองอย่างการผลิตท่อไอเสีย ถังน้ำมัน หรือชิ้นส่วนเกียร์ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มีออเดอร์ในทศวรรษหน้าครับ ผมขอแนะนำว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยควรเริ่มต้น กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ครับ

  1. ประเมินความสามารถหลัก (Core Competency) ของโรงงานตนเองว่าเครื่องจักรที่มีสามารถผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมหรือพลาสติกน้ำหนักเบาได้หรือไม่
  2. ส่งทีมวิศวกรไปศึกษา ระบบอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เพื่อทำความเข้าใจมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ๆ เช่น ISO 26262
  3. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับศูนย์วิจัย หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ยานยนต์ไฟฟ้า

การปรับตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ภายในข้ามคืนครับ มันต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรที่กล้าลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ แม้ว่าในช่วงแรกอาจจะ ยังไม่เห็นผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ในระยะยาว นี่คือหนทางรอดเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมไทยอยู่รอดได้ในยุคดิสรัปชั่นครับ

บทบาทของเครื่องพิมพ์สามมิติในการลดต้นทุนการผลิตรถยนต์

ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติมานาน ผมกล้าพูดเลยว่านี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยหลายคนมองข้ามครับ ในอดีตเวลาที่เราต้องการออกแบบชิ้นส่วนพลาสติกในคอนโซลรถ หรือชิ้นส่วนยึดจับภายในห้องโดยสาร เราต้องเสียเงินหลักแสนถึงหลักล้านเพื่อเปิดแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก (Injection Mold) แถมยังต้องรอคอยกระบวนการผลิตแม่พิมพ์นานนับเดือน แต่ทุกวันนี้ เทคโนโลยี 3D Printing เข้ามาเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทั้งหมดครับ

บริษัทออกแบบวิศวกรรมในไทยเริ่มนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ SLA (Stereolithography) หรือ SLS (Selective Laser Sintering) มาใช้ในการสร้าง ชิ้นงานต้นแบบ (Prototyping) เพื่อนำไปประกอบและทดสอบการใช้งานจริงในโครงรถอีวีก่อนการผลิตแบบจำนวนมาก (Mass Production) วิธีนี้ช่วยให้วิศวกรชาวไทยสามารถตรวจสอบความคลาดเคลื่อนของชิ้นงาน และแก้ไขดีไซน์ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของค่ายรถยนต์จากจีนที่ต้องการ ความรวดเร็วในการออกรถรุ่นใหม่ สู่ตลาดครับ

ยิ่งไปกว่านั้น ในกระบวนการผลิตบนสายพาน (Assembly Line) เครื่องพิมพ์ 3 มิติยังถูกนำมาใช้ผลิต จิ๊กและฟิกซ์เจอร์ (Jigs & Fixtures) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยจับยึดชิ้นงานระหว่างการประกอบ แทนที่จะต้องสั่งทำชิ้นส่วนทองเหลืองหรืออะลูมิเนียมที่มีราคาแพงและน้ำหนักมาก โรงงานในไทยสามารถพิมพ์อุปกรณ์เหล่านี้ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน ช่วยลดความเหนื่อยล้าของพนักงานฝ่ายผลิต และที่สำคัญคือ ลดต้นทุนเครื่องมือช่าง ลงได้กว่า 70% เลยทีเดียวครับ นี่คืออาวุธลับที่ SME ไทยสามารถนำมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้อย่างสูสี

โอกาสทองของธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้าและแพลตฟอร์มจัดการพลังงาน

เมื่อปริมาณรถยนต์อีวีวิ่งอยู่บนถนนเมืองไทยเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้าครับ แม้ว่าเราจะเห็นแพลตฟอร์มรายใหญ่ของไทยอย่าง PTT EV Station PluZ, EA Anywhere หรือ PEA VOLTA ขยายสาขากันอย่างรวดเร็ว แต่ความจริงแล้ว ปริมาณตู้ชาร์จแบบรวดเร็ว (DC Fast Charge) ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญของไทยอย่างสงกรานต์หรือปีใหม่ ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือออกต่างจังหวัดพร้อมๆ กันครับ

นี่คือช่องว่างทางการตลาดขนาดใหญ่ที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานเสมอไปครับ ธุรกิจขนาดกลางหรือ SME ก็สามารถเข้ามามีส่วนแบ่งในเค้กก้อนนี้ได้ผ่านรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย เช่น

  • การลงทุนซื้อแฟรนไชส์ตู้ชาร์จเพื่อติดตั้งใน พื้นที่จุดพักรถส่วนบุคคล หรือปั๊มน้ำมันอิสระในเส้นทางสายรอง
  • การติดตั้งตู้ชาร์จแบบ AC ในโรงแรม ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ขับรถอีวีให้มาใช้บริการและใช้จ่ายในร้านระหว่างรอชาร์จ
  • การพัฒนา แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์ม ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จข้ามเครือข่าย พร้อมระบบชำระเงินแบบรวมศูนย์ (Roaming Service) สำหรับคนไทย

นอกจากตัวสถานีชาร์จแล้ว ระบบจัดการพลังงานภายในอาคาร (Energy Management System) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันครับ เนื่องจากตู้ชาร์จ DC ใช้กระแสไฟฟ้าสูงมาก หากไม่มีระบบจัดการที่ดี อาจทำให้โรงงานหรือคอมมูนิตี้มอลล์ของคุณต้องเสียค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) ที่พุ่งสูงปรี๊ด ธุรกิจที่รับออกแบบและติดตั้งระบบ โซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่สำรอง เพื่อช่วยตัดยอดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค จึงกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกของไทยครับ

กฎหมายภาษีแบตเตอรี่ฉบับใหม่ที่กระทบการวางแผนธุรกิจระยะยาว

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากให้นักธุรกิจไทยจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความเคลื่อนไหวทางข้อกฎหมายครับ กรมสรรพสามิตของไทยกำลังศึกษาและเตรียมบังคับใช้มาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งมีพื้นฐานมาจากหลักการ ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) หมายความว่าผู้ที่นำเข้าหรือผลิตแบตเตอรี่ จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการจัดเก็บและนำแบตเตอรี่กลับมารีไซเคิลอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมครับ

กฎหมายนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่บริษัทผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงซัพพลายเชนทั้งหมดครับ หากคุณเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ นำเข้ารถกอล์ฟไฟฟ้า หรือแม้แต่ทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ คุณจะต้องเตรียมแผนรองรับสำหรับ ต้นทุนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต การตั้งรับแต่เนิ่นๆ ด้วยการเจรจาหาพาร์ทเนอร์ที่รับรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในประเทศไทย จะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินการได้อย่างราบรื่น

ในมุมมองกลับกัน กฎระเบียบที่เข้มงวดนี้ยังสร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมใหม่ในไทย นั่นคือธุรกิจการนำแบตเตอรี่เก่ามาดัดแปลงเพื่อใช้งานในระดับที่รองลงมา (Second-life Battery) เช่น นำไปทำเป็นระบบสำรองไฟในเสาสัญญาณโทรศัพท์ หรือไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ตามชนบท การมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายไทย อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณสามารถพลิกวิกฤตต้นทุนให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้อย่างยั่งยืนในยุคยานยนต์อัจฉริยะนี้ครับ

✍️ เขียนโดย

เอเมจิกเชี่ยน

ยานยนต์, เครื่องพิมพ์3มิติ, SEO

ดูบทความทั้งหมด →
Facebook
Twitter
Email
Print